ทำไมช้างไม่เป็นมะเร็ง เพราะตามหลักความน่าจะเป็นแล้ว สัตว์ตัวใหญ่อย่างช้างที่มีจำนวนเซลล์มากกว่ามนุษย์ถึง 100 เท่า และ...
ทำไมช้างไม่เป็นมะเร็ง เพราะตามหลักความน่าจะเป็นแล้ว สัตว์ตัวใหญ่อย่างช้างที่มีจำนวนเซลล์มากกว่ามนุษย์ถึง 100 เท่า และมีอายุขัยยืนยาว ควรจะมีโอกาส "แจ็คพอต" ที่เซลล์จะแบ่งตัวผิดพลาดจนกลายเป็นมะเร็งมากกว่ามนุษย์มหาศาล ปรากฏการณ์ที่ขัดแย้งกับความน่าจะเป็นนี้เรียกว่า "Peto’s Paradox"
เหตุผลหลักที่ทำให้ช้างเป็นมะเร็งยาก คือ "พันธุกรรมที่สุดยอด" ของพวกมันครับ ผมสรุปให้เข้าใจง่ายๆ ดังนี้:
1. ช้างมียีนผู้พิทักษ์ (TP53) เยอะกว่ามนุษย์ 20 เท่า
กุญแจสำคัญคือยีนที่ชื่อว่า TP53 ซึ่งทำหน้าที่สร้างโปรตีน p53 โปรตีนตัวนี้ได้รับฉายาว่าเป็น "ผู้พิทักษ์จีโนม" (Guardian of the Genome)
หน้าที่ของมัน: คอยตรวจจับเซลล์ที่มี DNA เสียหาย ถ้าซ่อมได้ก็สั่งให้ซ่อม แต่ถ้าซ่อมไม่ได้ มันจะสั่งให้เซลล์นั้น "ฆ่าตัวตาย" (Apoptosis) ทันที เพื่อไม่ให้กลายเป็นเซลล์มะเร็ง
มนุษย์ vs ช้าง:
มนุษย์: มีสำเนาของยีน TP53 แค่ 1 ชุด (จากพ่อ 1 แม่ 1) ถ้าชุดนี้เสียไป เราจะเสี่ยงเป็นมะเร็งสูงมาก
ช้าง: มีสำเนาของยีน TP53 มากถึง 20 ชุด! (ประมาณ 40 alleles)
ผลลัพธ์: ด้วยจำนวนตำรวจที่คอยตรวจตราเยอะขนาดนี้ ทำให้เซลล์ช้าง "ไวต่อความเสียหาย" มาก คือถ้า DNA ผิดปกตินิดเดียว เซลล์นั้นจะถูกสั่งให้ตายทันที ไม่ปล่อยโอกาสให้เติบโตเป็นมะเร็ง (ต่างจากมนุษย์ที่บางทีระบบซ่อมแซมอาจจะพยายามยื้อซ่อมจนกลายเป็นผลเสีย)
2. ยีนซอมบี้ (LIF6) ที่ตื่นขึ้นมาช่วยฆ่ามะเร็ง
นอกจาก TP53 แล้ว นักวิทยาศาสตร์ยังค้นพบอีกกลไกสำคัญ คือยีนชื่อ LIF6
ในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมส่วนใหญ่ ยีนตัวนี้เป็น "ยีนขยะ" ที่ไม่ทำงาน (เหมือนตายไปแล้ว)
แต่ในช้าง ยีนตัวนี้วิวัฒนาการกลับมาทำงานได้อีกครั้ง เมื่อโปรตีน p53 ตรวจเจอความเสียหาย มันจะไปปลุกยีน LIF6 ให้สร้างโปรตีนออกมาเจาะรูที่ "ไมโทคอนเดรีย" (โรงไฟฟ้าของเซลล์) ทำให้เซลล์มะเร็งตายสนิททันที
สรุปสั้นๆ
ช้างไม่เป็นมะเร็งเพราะร่างกายของมันมีระบบ "ตัดไฟแต่ต้นลม" ที่โหดและเข้มงวดกว่ามนุษย์มากครับ เซลล์ไหนดูท่าทางไม่ดี จะถูกสั่งกำจัดทิ้งทันทีด้วยกองทัพยีนต้านมะเร็งที่มีมากกว่ามนุษย์หลายสิบเท่า